แปลภาษาเกาหลีเป็นอังกฤษ

Apr 16

แปลภาษาเกาหลีเป็นอังกฤษ

สรุป : ทริคการหาสัญญาณของการเกิด Bullish Divergence เราจะต้องอ�

Bearish Failure Swing แน่นอนว่าต้องตรงกันข้ามกันก็คือการที่ RSI ขึ้นสูงกว่า 70 ลงต่ำกว่า 70 ในเวลาต่อมา และกลับตัวขึ้นไป แต่ไม่ถึง 70 พร้อมกับ ราคาปิดล่าสุด ต่ำกว่า จุดต่ำสุดของวันก่อนหน้า เป้นสัญญาณว่าหุ้นอาจจ�


แปลภาษาเกาหลีเป็นอังกฤษ

MACD (Moving Average Convergence Divergence) เป็นเครื่องมืออีกชิ้นที่ช่วยในการตัดสินใจเรื่องการเปลี่ยนแนวโน้มของคลื่น ได้ดีครับ การใช้งานเครื่องมือทั้ง 3 ชนิด อ่านตำราแล้วเหมือนจะใช้ต่างกัน แต่ผมมักจะมองภาพรวมทั้ง 3 ตัวด้วยกัน รวมถึงการนับขาตามทฤษฎีอีเลียตเวฟ เพื่อช่วยตัดสินใจเรื่องการเปลี่ยนแนวโน้ม หากใครอ่านตำรา ก็มักจะพุ่งเป้าไปที่สัญญาณ overbought/oversold เป็นหลัก แต่จริงๆแล้ว เรายังดูหลายอย่างที่ละเอี�



วิดีโอ แปลภาษาเกาหลีเป็นอังกฤษ

MACD ตัดกัน ไม่เด่นเท่า ADX ตัด Di+

อ่านเกี่ยวกับ แปลภาษาเกาหลีเป็นอังกฤษ

    MACD คือ Indicators ที่ใช้ในการวิเคราะห์กราฟที่บ่งบอกถึงความเป็น Trend ของกราฟ (เทรน) โดย MACD นั้น ถือว่าเป็น Indicators ที่ค่อนข้างใช้งานได้ง่าย ไม่มีความซับซ้อนในการวิเคราะห์อะไรที่ยุ่งยาก อีกทั้งยังเป็น Indicators ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย 

การลง MACD ในกราฟ 

ไปที่ คลิกที่ MACD แล้วเลือก Attach to a chart หรือ ลาก Indicators MACD ลงกราฟ ค่าเงิน ดังภาพดังนี้

โดยการตั้งค่า MACD เพื่อเหมาะกับการใช้งานมี 2 ลักษณะที่นิยมใช้งานกันคือ 

•    Fast MACD หรือ รูปแบบพื้นฐานที่เป็นค่า Standard ในการตั้งค่าใช้งาน •    Smooth MACD หรือ รูปแบบเพิ่มเติมเพื่อความสะดวกในการใช้งานที่ง่ายต่อการวิเคราะห์มากขึ้น

การตั้งค่าใช้งานในปบบที่ 1

Fast EMA 12 Slow EMA 26 และ MACD SMA 9 หรือเรียกง่ายๆ ว่า 12 - 26 - 9 ดังรูป

การตั้งค่าใช้งานในแบบที่ 2

Fast EMA 15 Slow EMA 35 และ MACD SMA 9 หรือเรียกง่ายๆ ว่า 15 - 35 - 9 ดังรูป

     แนะนำให้ตั้งค่าการใช้งาน MACD ในแบบที่ 2 เพราะกราฟ จะ Smooth กว่า หรือมีการวิเคราะห์เพื่อใช้งานที่ง่ายกว่า กราฟเส้นจะไม่ตัดกันไปมาบ่อยครั้ง      เมื่อทำการตั้งค่า MACD เรียบร้อยแล้ว จะเหมือนภาพดังต่อไปนี้ (สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบเส้นและแท่งของ MACD ได้ เพื่อความเหมาะสมกับพื้นหลัง Black Ground หรือตามความชอบของผู้ใช้งาน)

การติดตั้ง Indicators Moving Average (MA) เพื่อใช้งานคู่กับ MACD

    การลงเส้น Moving Average เพื่อใช้ในการวิเคราะห์คู่กับ MACD โดยการติดตั้งทำได้โดยการลาก Indicators Moving Average ลงเข้ากับ MACD โดยทำการ ลาก Moving Average ลงบนพื้นที่ของ Indicators  MACD หรือคลิกขวาแล้วกด Attach to a Chart

ข้อแนะนำ :  ให้เลือกเส้นสี เป็นสีอะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่สีของเส้น MACD โดยแนะนำให้เป็นสีเขียว เพื่อตัดกับสีแดงได้อย่างชัดเจน เมื่อทำการตั้งค่า Moving Average เรียบร้อยแล้ว จะได้ Indicators สำหรับการวิเคราะห์กราฟได้ดังภาพต่อไปนี้

หมายเหตุ : กำหนดค่า Period ของ MA ที่ใช้ร่วมกับ MACD มีค่าเท่ากับ 3 เพื่อความสะดวกในการวิเคราะห์กราฟที่เหมาะสม

จะได้ภาพรวมของ MACD + MA ที่ใช้ในการวิเคราะห์เทรนของกราฟในตลาด Forex ได้ดังภาพต่อไปนี้

•    เส้นสีเขียวคือ เส้นของ Moving Average เป็นเส้นหลักในการวิเคราะห์เทรนของกราฟ •    เส้นสีแดงคือ เส้นของ MACD เป็นเส้นรอง ใช้ในการหาจุดเข้าเทรดที่เหมาะสมที่สุด •    แท่งสีดำคือ แท่งของ MACD  เป็นแท่งที่ใช้ในการวิเคราะห์เทรนโดยรวม •    เราจะใช้ข้อมูลของ Indicators ทั้ง 3 สีนี้ มาใช้ในการวิเคราะห์กราฟ Forex

การวิเคราะห์กราฟ MACD ร่วมกับ Moving Average 

1. MACD ที่บ่งบอกถึง เทรนขึ้น MACD ที่มีสัญญาณเทรนขึ้นนั้น จะมีอยู่ 2 ลักษณะด้วยกันดังนี้

ลักษณะที่ 1 :  MACD เทรนขึ้นเมื่อ ผ่านเส้น 0 ขึ้นเขา โดยเส้นสีเขียว Moving Average นั้นได้ตัดเส้นสีแดง MACD แล้วผ่านเส้น 0 ขึ้นไปจะมองว่ากราฟเริ่มมีสัญญาณของเทรนขาขึ้นดังภาพต่อไปนี้

หมายเหตุ : จุดเข้าที่ได้เปรียบ จะเข้าในจังหวะลูกศรสีแดงหมายเลขที่ 2 คือ ต้องให้ผ่านเส้น 0 ในวงกลมสีแดง มาสักระยะก่อน ประมาณ 2-3 แท่งดำ จังหวะเข้าบนกราฟ จะอยู่ที่หมายเลขที่ 1 นั่นเอง

ลักษณะที่ 2 : MACD เทรนขึ้นต่อเนื่องเมื่อเกิดสัญญาณเทรนขึ้นรอบที่ 2 หรือ เส้นสีเขียว Moving Average ได้ตัดเส้นสีแดงขึ้นไปต่อ ดังภาพตัวอย่างดังต่อไปนี้

อธิบายจากภาพ : หมายเลข 1 คือ จุดที่เข้าซื้อ ที่เหมาะสม หมายเลข 2 คือ ตำแหน่งเทรนขึ้นต่อเนื่องรอบที่ 2  โดยเส้นสีเขียวตัดเส้นสีแดงขึ้นไปก่อให้เกิดเทรนขึ้นต่อดังภาพ (ถ้าหากกราฟยังไม่ลงไปต่ำกว่าเส้น 0 นั้นจะยังมองภาพรวมว่ายังคงเป็นเทรนขึ้นอยู่หากเส้นสีเขียว (MA) ยังคงตัดเส้นสีแดง (MACD) ขึ้นไปก็จะสรุปว่ายังคงมีสัญญาณในเทรนขาขึ้นต่อไป

2. MACD ที่บ่งบอกถึงเทรนลงโดย MACD ที่มีสัญญาณลงนั้น ก็จะคล้ายๆ กับเทรนขึ้น แต่จะไปในทิศทางตรงกันข้ามของเทรนขึ้นโดยจะมี 2 ลักษณะเช่นกันคือ 

ลักษณะที่ 1 : MACD เทรนลงเมื่อผ่านเส้น 0 ลงโดยเส้นสีเขียว (MA) นั้นได้ตัดเส้นสีแดง (MACD) แล้วผ่านเส้น 0 จะมองว่าเริ่มมีสัญญาณของเทรนขาลงดังภาพตัวอย่างต่อไปนี้ 

อธิบายจากภาพ :  ลูกศรหมายเลข 1 คือจุดที่เหมาะสมในการเข้า Sell เพื่อทำกำไร ลูกศรหมายเลข 2 คือตำแหน่งของ เส้นสีเขียวผ่านเส้น 0 ที่บอกถึงเทรนลงชัดเจน 

ลักษณะที่ 2 : MACD เทรนลงต่อเนื่องเมื่อเกิดสัญญาณเทรนลงชั้นที่ 2  หรือ เส้นสีเขียว (MA) ได้ตัดเส้นสีแดงลงต่อ ดังภาพตัวอย่างดังต่อไปนี้

อธิบายจากภาพ : หมายเลข 1 คือ จุดที่เข้าซื้อ ที่เหมาะสม หมายเลข 2 คือ ตำแหน่งเทรนลงต่อเนื่องรอบที่ 2  โดยเส้นสีเขียวตัดเส้นสีแดงลงมาก่อให้เกิดเทรนลงต่อดังภาพ (ถ้าหากกราฟยังไม่ขึ้นไปสูงกว่าเส้น 0 นั้นจะยังมองภาพรวมว่ายังคงเป็นเทรนลงอยู่หากเส้นสีเขียว (MA) ยังคงตัดเส้นสีแดง (MACD) ลงมาก็จะสรุปว่ายังคงมีสัญญาณในเทรนขาลงต่อไป

หมายเหตุ : เราจะไม่เข้า Buy เมื่อเส้นเขียวตัดเส้นแดงเมื่ออยู่ต่ำกว่าเส้น 0 และไม่เข้า Sell เมื่อเส้นเขียวและแดงตัดกันเหนือเส้น 0 แต่จะเข้าได้เมื่อมีสัญญาณของ Divergence ในการตัดสินใจเข้าเทรด 

Divergence (ไดเวอเจน)

    Divergence คือ การกลับตัวของกราฟแบบพิเศษที่ตัวของกราฟและตัวของ Indicator มีความขัดแย้งกันอยู่ โดยที่การเกิดสัญญาณของ Divergence นั้นจะต้องอ้างอิงจากรูปแบบของกราฟคู่เงินและรูปแบบของตัวชี้วัดอย่าง Indicator อย่างชัดเจน โดย Divergence มีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิดดังต่อไปนี้ 

1. Bullish Divergence คือ ลักษณะของการกลับตัวแบบพิเศษเป็นเทรนขาขึ้น ซึ่งจะขัดแย้งกันกับลักษณะของกราฟในขณะนั้นที่ยังมีลักษณะเป็นเทรนลงอยู่โดยมีภาพตัวอย่างต่อไปนี้ 

อธิบายจากภาพได้ว่า

กราฟลงมาทำจุดต่ำสุดใหม่กว่าเดิมในสัญลักษณ์ที่ 1 แต่ Indicator นั้นได้ทำจุดต่ำสุดใหม่สูงกว่าเดิมในสัญลักษณ์ที่ 2 แสดงว่าเริ่มมีสัญญาณของ Bullish Divergence 

สรุป : ทริคการหาสัญญาณของการเกิด Bullish Divergence เราจะต้องอ�

Source: http://www.setmonitor.com/@ittikorns/0Ee51E


อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แปลภาษาเกาหลีเป็นอังกฤษ

แปลภาษาเกาหลีเป็นอังกฤษ

MACD ตัดกัน ไม่เด่นเท่า ADX ตัด Di+

วิดีโอ แปลภาษาเกาหลีเป็นอังกฤษ



กราฟลงมาทำจุดต่ำสุดใหม่กว่าเดิมในสัญลักษณ์ที่ 1 แต่ Indicator นั้นได้ทำจุดต่ำสุดใหม่สูงกว่าเดิมในสัญลักษณ์ที่ 2 แสดงว่าเริ่มมีสัญญาณของ Bullish Divergence 

ยกตัวอย่าง Bullish Failure Swing คือการที่ RSI ลงไปต่ำกว่า 30 กลับขึ้นมาเหนือ 30 และ เกิดการ Pull Back คือลดลงต่ำ แต่ว่าไม่ต่ำกว่า 30 และ จบลงด้วยการที่ ราคาปิดสูงกว่า ราคาสูงสุดของวันก่อนหน้า เป็นสัญญาณว่าหุ้นอาจมีการกลับตัวเป็นขาขึ้น

RSI (Relative Strength Index) เป็นเครื่องมือวัดพลังของคลื่น ที่ผมให้น้ำหนักค่อนข้างมาก ผมใช้ยอดคลื่นของมันชี้ตำแหน่งคลื่น 3 และคลื่น b



พื้นฐานราคาหุ้น กับ RSI (Relative Strength Index)

Relative Strength Index (RSI) ถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่เราสามารถหยิบมาใช้เป็นตัววัดทิศทางของราคาหุ้นได้เช่นเดียวกับ Moving Average Convergance (MACD) และ Stochastic Oscillator

RSI เป็นตัววัดความเร็วในการเคลื่อนไหว และ ทิศทางของราคาหุ้น เมื่อนำไปแสดงบนกราฟค่า RSI จะเริ่มต้นจาก 0 และสูงสุดที่ 100 โดยเครื่องมือตัวนี้จะใช้ข้อมูลของการเปลี่ยนแปลงในราคาโดยเฉลี่ยของช่วงเวลาที่กำหนด ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการนำมาใช้กับ RSI นั้นก็คือ 14

หากกำหนดค่าช่วงเวลาต่ำกว่า 14 จะทำให้เกิดสัญญาณ Overbought และ Oversold มากขึ้น และ ในทางกลับกันก็คือถ้ามากกว่า 14 จะทำให้เกิดสัญญาณน้อยลง

การหาค่า RSI นั้นจำเป็นต้องมีค่า RS ก่อนซึ่งก็คือ

RS = ราคาปิดบวกเฉลี่ย x วัน / ราคาปิดลบเฉลี่ย x วัน

ส่วนค่า RSI นั้นสามารถหาได้โดยการนำค่า RS มาใส่ในสูตรการคำนวณ

RSI = 100 – 100 / (1+RS)

Overbought และ Oversold

การใช้ RSI แบบพื้นฐานๆ สุดก็คือการหาจุด Overbought และ Oversold หาก RSI มีค่าเกิน 70 จะแสดงว่าหุ้นตัวนั้นอยู่ในจัด Overbought ส่วนหากต่ำกว่า 30 จะแปลว่าอยู่ในจะ Oversold โดยถ้าหากค่า RSI อยู่ในช่วงระหว่าง 50 เป็นการแสดงถึงแนวโน้มอยู่ในสภาพปกติ

ในการใช้ RSI ดูสัญญาณทางเทคนิคนั้นก็คือหาก RSI วิ่งเหนือกว่าเส้น 30 จะแปลว่าหุ้นตัวนั้นอยู่ในสภาวะ Bullish และ หากวิ่งลงต่ำกว่า 70 ก็คือ Bearish 

RSI ก็เหมือนกับเครื่องมือที่ใช้วัดแนวโน้มตัวอื่นๆ ที่จะค่อนข้างชัดเจนและใช้งานได้ดีที่สุดในขณะที่ราคาอยู่ในช่วง Sideways หากเทียบกับตอนราคาที่อยู่ในขาขึ้น กับ ขาลง ความยากในการจับสัญญาณก็จะมีมากขึ้น อาจจะต้องใช้ประสบการณ์ และ ความสามารถในการหาแนวโน้มที่แท้จริงของราคา ณ ขณะนั้น

ใน วงกลม จะเห็นว่า RSI ได้ขึ้นไปถึงจุด Overbought ที่ 70 บนกราฟ และ Oversold ที่ 30 ราคาหุ้น PTTEP

ราคา กับ RSI Divergence

Wilder หรือ ผู้คิดค้น RSI นั้นได้ให้คำแนะนำว่าหากมีการเกิด Divergence ระหว่าง ราคา กับ RSI (การที่แนวโน้มราคาไม่ไปในทิศทางเดียวกันกับ RSI) เป็นสัญญาณว่าอาจจะมีการกลับตัวของราคาเกิดขึ้น 

Bullish Divergence จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อการที่ ราคาหุ้น Lower Low (จุดต่ำสุดใหม่ ที่ต่ำกว่าจุดต่ำสุดเก่า หรือ ต่ำลงเรื่อยๆ) ในขณะที่ RSI นั้นทำ Higher Low (จุดต่ำสุดใหม่ ที่สูงกว่าจุดต่ำสุดเก่า หรือ สูงขึ้นเรื่อยๆ) จะเป็นการแสดงถึงแนวโน้มที่จะมีการกลับตัวเป็นขาขึ้น

Bearish Divergence จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อการที่ ราคาหุ้น Higher High (จุดสูงสุดใหม่ ที่สูงกว่าจุดสูงสุดเก่า หรือ สูงขึ้นเรื่อยๆ)ในขณะที่ RSI นั้นทำ Lower High (จุดสูงสุดใหม่ ที่ต่ำกว่าจุดสูงสุดเก่า หรือ ต่ำลงเรื่อยๆ) จะเป็นการแสดงถึงแนวโน้มที่จะมีการกลับตัวเป็นลงขึ้น

Failure Swings

Wilder ยังบอกอีกว่าตัวชี้วัดอีกตัวที่สามารถบอกว่าราคาหุ้นอาจเกินการกลับตัวได้นั้นก็คือ Failure Swings คงแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า การสวิงที่ผิดผลาด

ยกตัวอย่าง Bullish Failure Swing คือการที่ RSI ลงไปต่ำกว่า 30 กลับขึ้นมาเหนือ 30 และ เกิดการ Pull Back คือลดลงต่ำ แต่ว่าไม่ต่ำกว่า 30 และ จบลงด้วยการที่ ราคาปิดสูงกว่า ราคาสูงสุดของวันก่อนหน้า เป็นสัญญาณว่าหุ้นอาจมีการกลับตัวเป็นขาขึ้น

Bearish Failure Swing แน่นอนว่าต้องตรงกันข้ามกันก็คือการที่ RSI ขึ้นสูงกว่า 70 ลงต่ำกว่า 70 ในเวลาต่อมา และกลับตัวขึ้นไป แต่ไม่ถึง 70 พร้อมกับ ราคาปิดล่าสุด ต่ำกว่า จุดต่ำสุดของวันก่อนหน้า เป้นสัญญาณว่าหุ้นอาจจ�

Source: http://www.stevedollar.com/article.php?article_id=OVYEyvJx8e