เทรนไลน์ คือ

Apr 21

เทรนไลน์ คือ

จากแบบฝึกหัด 4.1 เราคำนวณหาค่า ความชัน โดยใช้วิธี method of least square เพื่อให้ได้เส้นตรงที่เหมาะสมกับข้อมูลมากที่สุด ความชันและจุดตัดแกน y ที่ได้จะมีค่าเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ในกรณีที่เราทราบว่าเส้นตรงนั้นตัดผ่านแกน y ที่ค่า ๆ หนึ่ง และเราต้องการกำหนดจุดตัดแกน y ให้คงที่ที่ค่านี้ ฟังก์ชัน SLOPE ที่เราใช้�

Bearish Failure Swing แน่นอนว่าต้องตรงกันข้ามกันก็คือการที่ RSI ขึ้นสูงกว่า 70 ลงต่ำกว่า 70 ในเวลาต่อมา และกลับตัวขึ้นไป แต่ไม่ถึง 70 พร้อมกับ ราคาปิดล่าสุด ต่ำกว่า จุดต่ำสุดของวันก่อนหน้า เป้นสัญญาณว่าหุ้นอาจจะพล�


เทรนไลน์ คือ

- เคลื่อนที่ออกด้านข้างไปเรื่อยๆ - ระยะการขึ้นลงใกล้เคียงกัน



วิดีโอ เทรนไลน์ คือ

สอนลงทุน Bitcoin กับ simplefx 16 กพ.2017

อ่านเกี่ยวกับ เทรนไลน์ คือ

4. การเลือกเส้นกราฟที่เหมาะสมกับข้อมูล (Curve Fitting)

ข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยตัวแปรอย่างน้อย 2 ตัว ตัวแปรเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันอยู่ เช่น ในเรื่องการตกอย่างอิสระ ความเร็วเป็นฟังก์ชันกับเวลาในลักษณะเชิงเส้น (v = u + at) การกระจัดเป็นฟังก์ชันกับกำลังสองของเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ ( ) ความสัมพันธ์กันของตัวแปรจะมีลักษณะที่ตัวแปรหนึ่งขึ้นอยู่กับอีกตัวแปรหนึ่ง โดยมีตัวแปรตัวหนึ่งเป็นตัวแปรอิสระ (x, independent variable) และอีกตัวหนึ่งเป็นตัวแปรตาม (dependent variable) จากสมการ v = u + at t เป็นตัวแปรอิสระ และ v เป็นตัวแปรตาม จากสมการ t เป็นตัวแปรอิสระ และ y เป็นตัวแปรตาม

ความสัมพันธ์ของข้อมูล สามารถแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ

ก. ความสัมพันธ์เชิงฟังก์ชันแบบกราฟเส้นตรง (Linear) ซึ่งอยู่ในรูปสมการ y = ax + b เมื่อ y คือตัวแปรตาม x คือตัวแปรอิสระ a คือความชันของเส้นตรง และ b คือ จุดตัดแกน y

ข. ความสัมพันธ์เชิงฟังก์ชันแบบกราฟไม่เป็นเส้นตรง (Non linear) เส้นกราฟอาจมีลักษณะเป็นรูปพาราโบลา หรือเอกซ์โพเนนเชียล หรือ ไฮเปอร์โบลา

ดังนั้นเมื่อเราได้ข้อมูลจากการทดลอง นำข้อมูลเหล่านั้นมาพล็อตกราฟ จะเห็นการกระจายของของข้อมูล อาจมองได้คร่าว ๆ ว่าแนวโน้ม (trend) ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสองของข้อมูลเป็นแบบใด เป็นแบบเส้นตรง หรือแบบพาราโบลา หรือแบบเอกซ์โพเนนเชียล หรือแบบอื่นๆ โดยจะใช้วิธีทางสถิติ หาสมการที่เป็นตัวแทนของข้อมูลชุดนี้ สมการที่หามาได้นี้สามารถนำไปพยากรณ์ (predict) ค่า y เมื่อ x มีค่าต่างไปจากที่วัดได้จากการทดลอง

ในวิชาปฏิบัติการฟิสิกส์ 1 และ 2 ที่นักศึกษาเรียนผ่านมา ส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะเชิงเส้นตรง ในบางกรณีข้อมูลที่ได้มีความสัมพันธ์กับแบบไม่เส้นตรง เราจะเปลี่ยนสมการให้อยู่ในรูปที่สามารถพล็อตกราฟเป็นเส้นตรงได้ (อ่านทบทวนจากบทที่ 1 เรื่องการเขียนกราฟ ในหนังสือคู่มือปฏิบัติการฟิสิกส์ 1 ที่นักศึกษาเรียนเมื่อภาคที่ 1 ปีที่ 1) เราเคยนำข้อมูลที่ได้จากการทดลองที่มีความสัมพันธ์เชิงเส้น หาความชันและจุดตัดแกน y เพื่อหาเส้นตรงที่เป็นตัวแทนของข้อมูลชุดนี้ ในแบบฝึกหัดที่ 2.2 และ 2.3 จะเห็นเราต้องเขียนสูตรคำนวณเพื่อหาความชันและจุดตัดแกน y ที่ต้องการ ในเอ็กเซล จะมีวิธีการหาเส้นตรงที่เหมาะสมและเป็นตัวแทนของข้อมูล ( the line of best fit for linear data) โดยวิธีกำลังสองน้อยสุด (method of least square) ได้โดยตรง

แบบฝึกหัด 4.1 วัตถุชิ้นหนึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว v เมื่อเวลา t ใด ๆ วัตถุมีความเร็วดังนี้

จงหาความเร็วต้น และความเร่งของวัตถุชิ้นนี้ และเมื่อเวลาผ่านไป 5 วินาที ความเร็วของวัตถุชิ้นนี้มีค่ากี่เมตรต่อวินาที

1. สร้าง worksheet ขึ้นมาใหม่ แล้วนำข้อมูลใส่ลงในตารางดังรูป

2. ในช่อง D4 พิมพ์ คำว่า Slope ในเซลล์ E4 พิมพ์สูตร =SLOPE(B2:B7, A2:A7) ขณะที่เราพิมพ์สูตรจะเห็นว่าเอ็กเซล ได้ให้คำแนะนำวิธีเขียนสูตรให้เราดังนี้

=SLOPE(known_y's, known_x's)

3. ในเซลล์ D5 พิมพ์คำว่า y-Intercept ในเซลล์ D6 พิมพ์สูตร =INTERCEPT(B2:B7, A2:A7)

4. สมการเส้นตรงที่เหมาะสมกับข้อมูลชุดนี้คือ v = 9.91 t + 2.27 ความชันของข้อมูลชุดนี้คือความเร่งของวัตถุนั่นเอง นั่นคือความเร่งของวัตถุชิ้นนี้คือ 9.91 m/s 2 ต้องการหาความเร็วต้นของวัตถุหมายถึง ความเร็วเมื่อ t= 0 นั่นเอง ซึ่งก็คือจุดตัดแกน y ความเร็วต้นของวัตถุ คือ 2.27 m/s

5. ต้องการหาความเร็วของวัตถุเมื่อ t = 5 วินาที จะเห็นว่า t = 5 วินาที ไม่มีอยู่ในข้อมูลที่ทดลองได้ เมื่อได้สมการที่เป็นตัวแทนของข้อมูลชุดนี้คือ v = 9.91 t + 2.27 เราสามารถแทนค่า t = 5 ลงไปในสมการก็จะสามารถคาดคะเน หรือพยากรณ์ ค่า v ได้ ซึ่งจะได้ v = 9.91(5) + 2.27 = 51.82 m/s

6. save งานเก็บไว้ในชื่อ ex4_1.xls

แบบฝึกหัดที่ 4.2 การลากเส้นตรงที่เป็นตัวแทนของข้อมูล (Trend line)

แบบฝึกหัดที่ 4.1 เป็นการหาความชันและจุดตัดแกน y ของเส้นตรงที่เหมาะสมกับข้อมูลที่ได้มาจากการทดลอง สิ่งที่เราได้คือ สมการเส้นตรง ซึ่งเป็นตัวแทนของข้อมูลชุดนี้ ในแบบฝึกหัดนี้เราจะให้เอ็กเซลวาดเส้นตรงที่เกิดจากสมการเส้นตรงที่เราได้มานี้

1. เปิดไฟล์ ex4_1.xls จากนั้นใช้คำสั่ง save as.. ตั้งชื่อใหม่เพื่อสำหรับใช้ทำแบบฝึกหัด 4.2 นี้ในชื่อ ex4_2.xls

2. เลือกข้อมูลในเซลล์ A2 : B7 โดยใช้เมาส์ลากระบายสีทึบ คลิกที่ chart wizard สร้างกราฟแบบ XY –Scattering เลือกแบบย่อยเป็นแบบพล็อตเป็นจุดโดยไม่ต้องมีเส้นเชื่อม

คลิกที่ปุ่ม Finish จะได้จุดต่าง ๆ เรียงรายบนกระดาษกราฟ

3. คลิกเมาส์ที่จุดใดจุดหนึ่ง (เอ็กเซลเรียกจุดพวกนี้ว่า marker) จะเห็นทุก ๆ จุด กลายเป็นจุดสี่เหลี่ยมสีดำ จากนั้นนำ mouse pointer ไปวางไว้ที่จุดใดจุดหนึ่ง คลิกเมาส์ปุ่มขวา เลือกเมนูที่เขียนไว้ว่า Add Trend line…

4. จะมีหน้าต่างชื่อ Add Trend Line ปรากฏขึ้นมา ให้เลือกแท็บชื่อ Type และเลือกเส้นเป็นแบบ Linear

คลิกปุ่ม OK จะได้กราฟเส้นตรงที่เป็นตัวแทนของข้อมูลชุดนี้ แต่ยังไม่ตรงกับที่เราต้องการ เพราะเส้นตรงนี้ไม่ได้ลากเลยไปตัดแกน y

5. ให้ใช้เมาส์ไปวางที่ส่วนใดก็ได้ของเส้นตรง trend line แล้ว double click จะได้หน้าต่าง Format Trend line .. ซึ่งมีแท็บจำนวน 3 แท็บ

แท็บ Patterns ใช้ตกแต่งสีและลักษณะของเส้นกราฟ แท็บ Type จะมีหน้าตาเหมือนกับ แท็บ Type ในหน้าต่าง Add Trend Line.. ที่เคยกล่าวมาแล้ว

ให้นักศึกษาคลิกที่แท็บ Options เพราะเราต้องการให้เส้นตรงตัดกับแกน y ซึ่งเป็นตำแหน่ง x = 0 แต่ข้อมูลของ x ในตารางที่มีค่าต่ำสุดคือ 2 เราต้อง “ ถอยหลัง (backward)” มาที่ตำแหน่ง x = 0 ดังนั้นต้องถอยหลังมาอีก 2 วินาที

เมื่อคลิกปุ่ม OK กราฟเส้นตรงจะเปลี่ยนไป คือจะถูกลากยาวออกมาจนตัดกันแกน y ที่ตำแหน่ง x = 0

6. ให้นักศึกษาทดลองเปลี่ยนค่า backward ให้มากกว่า 2 เช่น เป็น 2.5 หรือ 3 หรือมากกว่า แล้วสังเกตรูปกราฟที่เปลี่ยนไป นักศึกษาอาจเปลี่ยนสี ความหนาของเส้น หรือ เปลี่ยนสีพื้นหลัง เพิ่ม grid line ให้ดูสวยงาม และอย่าลืม กด save เก็บงานที่ทำนี้เก็บไว้ด้วย

แบบฝึกหัด 4.3 แสดงสมการของเส้นตรงที่เป็นตัวแทนของข้อมูลโดยกำหนดจุดตัดแกน y

จากแบบฝึกหัด 4.1 เราคำนวณหาค่า ความชัน โดยใช้วิธี method of least square เพื่อให้ได้เส้นตรงที่เหมาะสมกับข้อมูลมากที่สุด ความชันและจุดตัดแกน y ที่ได้จะมีค่าเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ในกรณีที่เราทราบว่าเส้นตรงนั้นตัดผ่านแกน y ที่ค่า ๆ หนึ่ง และเราต้องการกำหนดจุดตัดแกน y ให้คงที่ที่ค่านี้ ฟังก์ชัน SLOPE ที่เราใช้�

Source: http://www.setmonitor.com/@ittikorns/0Ee51E


อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เทรนไลน์ คือ

เทรนไลน์ คือ

สอนลงทุน Bitcoin กับ simplefx 16 กพ.2017

วิดีโอ เทรนไลน์ คือ



แบบฝึกหัด 4.3 แสดงสมการของเส้นตรงที่เป็นตัวแทนของข้อมูลโดยกำหนดจุดตัดแกน y

ยกตัวอย่าง Bullish Failure Swing คือการที่ RSI ลงไปต่ำกว่า 30 กลับขึ้นมาเหนือ 30 และ เกิดการ Pull Back คือลดลงต่ำ แต่ว่าไม่ต่ำกว่า 30 และ จบลงด้วยการที่ ราคาปิดสูงกว่า ราคาสูงสุดของวันก่อนหน้า เป็นสัญญาณว่าหุ้นอาจมีการกลับตัวเป็นขาขึ้น

ระดับราคาจะวิ่งอยู่ภายในช่วงแนวรับและแนวต้านในแนวนอน โดยเมื่อราคาเคลื่อนตัวขึ้นและไปพบกับเส้นต้าน ราคาหุ้นจะดีดตัวลง ในทางตรงกันข้ามเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปจนพบกับแนวรับ ก็จะดีดตัวขึ้น โดยเคลื่อนตัวสลับขึ้นลงไปมาในลักษณะแนวระนาบ



พื้นฐานราคาหุ้น กับ RSI (Relative Strength Index)

Relative Strength Index (RSI) ถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่เราสามารถหยิบมาใช้เป็นตัววัดทิศทางของราคาหุ้นได้เช่นเดียวกับ Moving Average Convergance (MACD) และ Stochastic Oscillator

RSI เป็นตัววัดความเร็วในการเคลื่อนไหว และ ทิศทางของราคาหุ้น เมื่อนำไปแสดงบนกราฟค่า RSI จะเริ่มต้นจาก 0 และสูงสุดที่ 100 โดยเครื่องมือตัวนี้จะใช้ข้อมูลของการเปลี่ยนแปลงในราคาโดยเฉลี่ยของช่วงเวลาที่กำหนด ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการนำมาใช้กับ RSI นั้นก็คือ 14

หากกำหนดค่าช่วงเวลาต่ำกว่า 14 จะทำให้เกิดสัญญาณ Overbought และ Oversold มากขึ้น และ ในทางกลับกันก็คือถ้ามากกว่า 14 จะทำให้เกิดสัญญาณน้อยลง

การหาค่า RSI นั้นจำเป็นต้องมีค่า RS ก่อนซึ่งก็คือ

RS = ราคาปิดบวกเฉลี่ย x วัน / ราคาปิดลบเฉลี่ย x วัน

ส่วนค่า RSI นั้นสามารถหาได้โดยการนำค่า RS มาใส่ในสูตรการคำนวณ

RSI = 100 – 100 / (1+RS)

Overbought และ Oversold

การใช้ RSI แบบพื้นฐานๆ สุดก็คือการหาจุด Overbought และ Oversold หาก RSI มีค่าเกิน 70 จะแสดงว่าหุ้นตัวนั้นอยู่ในจัด Overbought ส่วนหากต่ำกว่า 30 จะแปลว่าอยู่ในจะ Oversold โดยถ้าหากค่า RSI อยู่ในช่วงระหว่าง 50 เป็นการแสดงถึงแนวโน้มอยู่ในสภาพปกติ

ในการใช้ RSI ดูสัญญาณทางเทคนิคนั้นก็คือหาก RSI วิ่งเหนือกว่าเส้น 30 จะแปลว่าหุ้นตัวนั้นอยู่ในสภาวะ Bullish และ หากวิ่งลงต่ำกว่า 70 ก็คือ Bearish 

RSI ก็เหมือนกับเครื่องมือที่ใช้วัดแนวโน้มตัวอื่นๆ ที่จะค่อนข้างชัดเจนและใช้งานได้ดีที่สุดในขณะที่ราคาอยู่ในช่วง Sideways หากเทียบกับตอนราคาที่อยู่ในขาขึ้น กับ ขาลง ความยากในการจับสัญญาณก็จะมีมากขึ้น อาจจะต้องใช้ประสบการณ์ และ ความสามารถในการหาแนวโน้มที่แท้จริงของราคา ณ ขณะนั้น

ใน วงกลม จะเห็นว่า RSI ได้ขึ้นไปถึงจุด Overbought ที่ 70 บนกราฟ และ Oversold ที่ 30 ราคาหุ้น PTTEP

ราคา กับ RSI Divergence

Wilder หรือ ผู้คิดค้น RSI นั้นได้ให้คำแนะนำว่าหากมีการเกิด Divergence ระหว่าง ราคา กับ RSI (การที่แนวโน้มราคาไม่ไปในทิศทางเดียวกันกับ RSI) เป็นสัญญาณว่าอาจจะมีการกลับตัวของราคาเกิดขึ้น 

Bullish Divergence จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อการที่ ราคาหุ้น Lower Low (จุดต่ำสุดใหม่ ที่ต่ำกว่าจุดต่ำสุดเก่า หรือ ต่ำลงเรื่อยๆ) ในขณะที่ RSI นั้นทำ Higher Low (จุดต่ำสุดใหม่ ที่สูงกว่าจุดต่ำสุดเก่า หรือ สูงขึ้นเรื่อยๆ) จะเป็นการแสดงถึงแนวโน้มที่จะมีการกลับตัวเป็นขาขึ้น

Bearish Divergence จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อการที่ ราคาหุ้น Higher High (จุดสูงสุดใหม่ ที่สูงกว่าจุดสูงสุดเก่า หรือ สูงขึ้นเรื่อยๆ)ในขณะที่ RSI นั้นทำ Lower High (จุดสูงสุดใหม่ ที่ต่ำกว่าจุดสูงสุดเก่า หรือ ต่ำลงเรื่อยๆ) จะเป็นการแสดงถึงแนวโน้มที่จะมีการกลับตัวเป็นลงขึ้น

Failure Swings

Wilder ยังบอกอีกว่าตัวชี้วัดอีกตัวที่สามารถบอกว่าราคาหุ้นอาจเกินการกลับตัวได้นั้นก็คือ Failure Swings คงแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า การสวิงที่ผิดผลาด

ยกตัวอย่าง Bullish Failure Swing คือการที่ RSI ลงไปต่ำกว่า 30 กลับขึ้นมาเหนือ 30 และ เกิดการ Pull Back คือลดลงต่ำ แต่ว่าไม่ต่ำกว่า 30 และ จบลงด้วยการที่ ราคาปิดสูงกว่า ราคาสูงสุดของวันก่อนหน้า เป็นสัญญาณว่าหุ้นอาจมีการกลับตัวเป็นขาขึ้น

Bearish Failure Swing แน่นอนว่าต้องตรงกันข้ามกันก็คือการที่ RSI ขึ้นสูงกว่า 70 ลงต่ำกว่า 70 ในเวลาต่อมา และกลับตัวขึ้นไป แต่ไม่ถึง 70 พร้อมกับ ราคาปิดล่าสุด ต่ำกว่า จุดต่ำสุดของวันก่อนหน้า เป้นสัญญาณว่าหุ้นอาจจะพล�

Source: http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/Math4physics/Excel_Lab/04CurveFitting.html