การลากเส้น trend line

Apr 24

การลากเส้น trend line

สำหรับตัวอย่างที่ 5.1 เป็นการแสดงถึงการนำเอาเส้น bullish support และเส้น bearish resistance มาใช้กับการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น DS

จากแบบฝึกหัด 4.1 เราคำนวณหาค่า ความชัน โดยใช้วิธี method of least square เพื่อให้ได้เส้นตรงที่เหมาะสมกับข้อมูลมากที่สุด ความชันและจุดตัดแกน y ที่ได้จะมีค่าเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ในกรณีที่เราทราบว่าเส้นตรงนั้นตัดผ่านแกน y ที่ค่า ๆ หนึ่ง และเราต้องการกำหนดจุดตัดแกน y ให้คงที่ที่ค่านี้ ฟังก์ชัน SLOPE ที่เราใช้�


การลากเส้น trend line

มีคำถามว่าแล้วอย่างงี้เส้นแบบ Simple Moving Average กับ Exponential Moving Average แบบไหนดีกว่ากัน ต้องขอตอบว่าไม่มีอย่างใดอย่างนึงที่ดีกว่ากันในบางครั้งเส้น EMA อาจจะทำงานได้ดี แต่บางช่วงเวลา SMA กลับมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า และ �



วิดีโอ การลากเส้น trend line

สอน forex : การตีเส้น TRENDLINE

อ่านเกี่ยวกับ การลากเส้น trend line

บทที่ 5รูปแบบสัญญาณซื้อ และสัญญาณขาย

มาถึงจุดนี้ เราจะลงลึกเข้าไปศึกษารูปแบบของแผนภาพที่อาจจะเกิดขึ้น ในการให้สัญญาณซื้อหรือขาย ซึ่งมีรูปแบบดังแสดงในรูปที่ 5.6 ครับ

การอธิบายจะขอยกตัวอย่างเพียง 2 รูปแบบเท่านั้น โดยรูปแบบแรกคือ สัญญาณซื้อเมื่อเกิดการทะลุยอดที่ 3 ( breakout of a triple top) และสัญญาณขายเมื่อเกิดการทะลุเส้นแนวรับขาขึ้นลงมา( downside breakout below a bullish support line) ซึ่งให้สัญญาณขายออกมา เพราะหากเข้าใจในหลักการเกิดสัญญาณ ซื้อหรือขายแล้ว การสร้างรูปแบบไหนๆ ก็ง่ายสำหรับเราในการเข้าใจมัน

การเกิดสัญญาณซื้อตามการทะลุยอดที่ 3 นั้นแท้จริงคือ การทะลุแนวต้านขึ้นมา ซึ่งตามหลักที่ได้กล่าวไว้ในเรื่องของแนวรับแนวต้าน การทะลุแนวต้านขึ้นมาได้ หมายถึงการเกิดสัญญาณซื้อ คำถามที่ตามมาคือ รู้ได้ยังไงว่าตรงไหน เป็นแนวต้าน ? คำตอบคือ แนวต้านจะอยู่ที่ยอดของสัญญาณ X ที่เกิดขึ้น 2 ครั้งที่ผ่านมา เพราะการที่สัญญาณ X เปลี่ยนมาเป็นสัญญาณ O หมายถึง แรงขายมีมากกว่าแรงซื้อ จึงเป็นแนวต้านขึ้นมา การข้ามยอดของสัญญาณ X ขึ้นไปได้ แสดงให้เห็นถึง อุปสงค์มีมากกว่า อุปาทาน ย่อมจะส่งผลให้ราคามีการปรับตัวสูงขึ้น จึงเกิดสัญญาณซื้อขึ้นตามมานั่นเอง

ส่วนสัญญาณขาย ที่เกิดจากการที่ราคาทะลุเส้นแนวรับขาขึ้นลงมา หมายถึง การที่แรงขายมีมากกว่าแรงรับตามเส้น trend หรือเกิดอุปาทานส่วนเกิน ย่อมมีผลให้ราคาปรับตัวลง เพราะผู้ซื้อที่เคยเข้าไปรับซื้อตามแนวเส้น trend นั้น ตอนนี้รับไม่อยู่ ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่คนขายมีกำลังสูงกว่า ดังนั้น ใครที่ชิงหลบออกไปก่อนนั้น ก็ไม่ต้องเจอรกับสภาพติดหุ้น ทำให้ยิ่งเป็นการจุดชนวนของแรงขายออกมา สัญญาณขายจึงเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ควรที่จะสังเกตในรูปด้วยว่า จุดที่ทะลุ (breakout )นั้น อาจจะยังไม่ให้สัญญาณซื้อ หรือสัญญาณขายออกมาในทันทีทันใด แต่จุดถัดไปจนเป็นจุดของการให้สัญญาณออกมา นอกจากนี้ ว่ากันว่า ascending triple top ให้สัญญาณ ซื้อที่เชื่อถือได้มากสุด ขณะที่การ breakout of a triple bottom ให้สัญญาณขายที่เชื่อถือได้มากสุด แต่จะเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหนดูกันเองแล้วกันนะครับ

.เส้นแนวโน้ม (Trend Line).

นอกจากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ในการใช้ point-and-figure ยังมีการนำเรื่องเส้นแนวโน้ม ( trend line) ที่ทำมุม 45 องศา เข้าพิจาณามาช่วยในการ แนวโน้มที่เป็นอยู่ ตลอดจนใช้เป็นตัวกรอง (filter) ในการให้สัญญาณซื้อขาย ซึ่งเส้นแนวโน้มมีวิธีการลากเส้นดังนี้

กรณีที่แนวโน้มเป็นขาขึ้น (uptrend ) เส้นแนวโน้มถูกเรียกว่า bullish support line ซึ่งถูกลากทำมุม 45 องศา ขึ้นไปทางขวามือจากช่องที่อยู่ต่ำกว่าปลายสัญลักษณ์ O ลงไป 1 ช่อง ดังรูปที่ 5.7 ซึ่งตราบไดที่ราคายังคงอยู่เหนือเส้นดังกล่าว แนวโน้มนั้นยังคงถือว่าเป็น bullish อยู่

ในทางกลับกัน หากแนวโน้มเป็นขาลง( downtrend) เส้นแนวโน้มถูเรียกว่า bearish resistance line ซึ่งถูกลากทำมุม 45 องศา ลงมาทางขวามือ จากช่องที่อยู่เหนือยอดสัญลักษณ์ X ขึ้นไป 1 ช่อง (รูปที่ 5.8) ตราบใดที่ราคายังอยู่ต่ำกว่า downtrend line แนวโน้มนั้นยังคงถือว่าเป็น bearish อยู่

สำหรับตัวอย่างที่ 5.1 เป็นการแสดงถึงการนำเอาเส้น bullish support และเส้น bearish resistance มาใช้กับการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น DS

Source: http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/Math4physics/Excel_Lab/04CurveFitting.html


อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การลากเส้น trend line

การลากเส้น trend line

สอน forex : การตีเส้น TRENDLINE

วิดีโอ การลากเส้น trend line



ในทางกลับกัน หากแนวโน้มเป็นขาลง( downtrend) เส้นแนวโน้มถูเรียกว่า bearish resistance line ซึ่งถูกลากทำมุม 45 องศา ลงมาทางขวามือ จากช่องที่อยู่เหนือยอดสัญลักษณ์ X ขึ้นไป 1 ช่อง (รูปที่ 5.8) ตราบใดที่ราคายังอยู่ต่ำกว่า downtrend line แนวโน้มนั้นยังคงถือว่าเป็น bearish อยู่

แบบฝึกหัด 4.3 แสดงสมการของเส้นตรงที่เป็นตัวแทนของข้อมูลโดยกำหนดจุดตัดแกน y

การหาค่าเฉลี่ยนั้นสามารถใช้โปรแกรมกราฟต่างๆ โดยไม่ต้องมานั่งคิดเองนะครับ



4. การเลือกเส้นกราฟที่เหมาะสมกับข้อมูล (Curve Fitting)

ข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยตัวแปรอย่างน้อย 2 ตัว ตัวแปรเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันอยู่ เช่น ในเรื่องการตกอย่างอิสระ ความเร็วเป็นฟังก์ชันกับเวลาในลักษณะเชิงเส้น (v = u + at) การกระจัดเป็นฟังก์ชันกับกำลังสองของเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ ( ) ความสัมพันธ์กันของตัวแปรจะมีลักษณะที่ตัวแปรหนึ่งขึ้นอยู่กับอีกตัวแปรหนึ่ง โดยมีตัวแปรตัวหนึ่งเป็นตัวแปรอิสระ (x, independent variable) และอีกตัวหนึ่งเป็นตัวแปรตาม (dependent variable) จากสมการ v = u + at t เป็นตัวแปรอิสระ และ v เป็นตัวแปรตาม จากสมการ t เป็นตัวแปรอิสระ และ y เป็นตัวแปรตาม

ความสัมพันธ์ของข้อมูล สามารถแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ

ก. ความสัมพันธ์เชิงฟังก์ชันแบบกราฟเส้นตรง (Linear) ซึ่งอยู่ในรูปสมการ y = ax + b เมื่อ y คือตัวแปรตาม x คือตัวแปรอิสระ a คือความชันของเส้นตรง และ b คือ จุดตัดแกน y

ข. ความสัมพันธ์เชิงฟังก์ชันแบบกราฟไม่เป็นเส้นตรง (Non linear) เส้นกราฟอาจมีลักษณะเป็นรูปพาราโบลา หรือเอกซ์โพเนนเชียล หรือ ไฮเปอร์โบลา

ดังนั้นเมื่อเราได้ข้อมูลจากการทดลอง นำข้อมูลเหล่านั้นมาพล็อตกราฟ จะเห็นการกระจายของของข้อมูล อาจมองได้คร่าว ๆ ว่าแนวโน้ม (trend) ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสองของข้อมูลเป็นแบบใด เป็นแบบเส้นตรง หรือแบบพาราโบลา หรือแบบเอกซ์โพเนนเชียล หรือแบบอื่นๆ โดยจะใช้วิธีทางสถิติ หาสมการที่เป็นตัวแทนของข้อมูลชุดนี้ สมการที่หามาได้นี้สามารถนำไปพยากรณ์ (predict) ค่า y เมื่อ x มีค่าต่างไปจากที่วัดได้จากการทดลอง

ในวิชาปฏิบัติการฟิสิกส์ 1 และ 2 ที่นักศึกษาเรียนผ่านมา ส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะเชิงเส้นตรง ในบางกรณีข้อมูลที่ได้มีความสัมพันธ์กับแบบไม่เส้นตรง เราจะเปลี่ยนสมการให้อยู่ในรูปที่สามารถพล็อตกราฟเป็นเส้นตรงได้ (อ่านทบทวนจากบทที่ 1 เรื่องการเขียนกราฟ ในหนังสือคู่มือปฏิบัติการฟิสิกส์ 1 ที่นักศึกษาเรียนเมื่อภาคที่ 1 ปีที่ 1) เราเคยนำข้อมูลที่ได้จากการทดลองที่มีความสัมพันธ์เชิงเส้น หาความชันและจุดตัดแกน y เพื่อหาเส้นตรงที่เป็นตัวแทนของข้อมูลชุดนี้ ในแบบฝึกหัดที่ 2.2 และ 2.3 จะเห็นเราต้องเขียนสูตรคำนวณเพื่อหาความชันและจุดตัดแกน y ที่ต้องการ ในเอ็กเซล จะมีวิธีการหาเส้นตรงที่เหมาะสมและเป็นตัวแทนของข้อมูล ( the line of best fit for linear data) โดยวิธีกำลังสองน้อยสุด (method of least square) ได้โดยตรง

แบบฝึกหัด 4.1 วัตถุชิ้นหนึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว v เมื่อเวลา t ใด ๆ วัตถุมีความเร็วดังนี้

จงหาความเร็วต้น และความเร่งของวัตถุชิ้นนี้ และเมื่อเวลาผ่านไป 5 วินาที ความเร็วของวัตถุชิ้นนี้มีค่ากี่เมตรต่อวินาที

1. สร้าง worksheet ขึ้นมาใหม่ แล้วนำข้อมูลใส่ลงในตารางดังรูป

2. ในช่อง D4 พิมพ์ คำว่า Slope ในเซลล์ E4 พิมพ์สูตร =SLOPE(B2:B7, A2:A7) ขณะที่เราพิมพ์สูตรจะเห็นว่าเอ็กเซล ได้ให้คำแนะนำวิธีเขียนสูตรให้เราดังนี้

=SLOPE(known_y's, known_x's)

3. ในเซลล์ D5 พิมพ์คำว่า y-Intercept ในเซลล์ D6 พิมพ์สูตร =INTERCEPT(B2:B7, A2:A7)

4. สมการเส้นตรงที่เหมาะสมกับข้อมูลชุดนี้คือ v = 9.91 t + 2.27 ความชันของข้อมูลชุดนี้คือความเร่งของวัตถุนั่นเอง นั่นคือความเร่งของวัตถุชิ้นนี้คือ 9.91 m/s 2 ต้องการหาความเร็วต้นของวัตถุหมายถึง ความเร็วเมื่อ t= 0 นั่นเอง ซึ่งก็คือจุดตัดแกน y ความเร็วต้นของวัตถุ คือ 2.27 m/s

5. ต้องการหาความเร็วของวัตถุเมื่อ t = 5 วินาที จะเห็นว่า t = 5 วินาที ไม่มีอยู่ในข้อมูลที่ทดลองได้ เมื่อได้สมการที่เป็นตัวแทนของข้อมูลชุดนี้คือ v = 9.91 t + 2.27 เราสามารถแทนค่า t = 5 ลงไปในสมการก็จะสามารถคาดคะเน หรือพยากรณ์ ค่า v ได้ ซึ่งจะได้ v = 9.91(5) + 2.27 = 51.82 m/s

6. save งานเก็บไว้ในชื่อ ex4_1.xls

แบบฝึกหัดที่ 4.2 การลากเส้นตรงที่เป็นตัวแทนของข้อมูล (Trend line)

แบบฝึกหัดที่ 4.1 เป็นการหาความชันและจุดตัดแกน y ของเส้นตรงที่เหมาะสมกับข้อมูลที่ได้มาจากการทดลอง สิ่งที่เราได้คือ สมการเส้นตรง ซึ่งเป็นตัวแทนของข้อมูลชุดนี้ ในแบบฝึกหัดนี้เราจะให้เอ็กเซลวาดเส้นตรงที่เกิดจากสมการเส้นตรงที่เราได้มานี้

1. เปิดไฟล์ ex4_1.xls จากนั้นใช้คำสั่ง save as.. ตั้งชื่อใหม่เพื่อสำหรับใช้ทำแบบฝึกหัด 4.2 นี้ในชื่อ ex4_2.xls

2. เลือกข้อมูลในเซลล์ A2 : B7 โดยใช้เมาส์ลากระบายสีทึบ คลิกที่ chart wizard สร้างกราฟแบบ XY –Scattering เลือกแบบย่อยเป็นแบบพล็อตเป็นจุดโดยไม่ต้องมีเส้นเชื่อม

คลิกที่ปุ่ม Finish จะได้จุดต่าง ๆ เรียงรายบนกระดาษกราฟ

3. คลิกเมาส์ที่จุดใดจุดหนึ่ง (เอ็กเซลเรียกจุดพวกนี้ว่า marker) จะเห็นทุก ๆ จุด กลายเป็นจุดสี่เหลี่ยมสีดำ จากนั้นนำ mouse pointer ไปวางไว้ที่จุดใดจุดหนึ่ง คลิกเมาส์ปุ่มขวา เลือกเมนูที่เขียนไว้ว่า Add Trend line…

4. จะมีหน้าต่างชื่อ Add Trend Line ปรากฏขึ้นมา ให้เลือกแท็บชื่อ Type และเลือกเส้นเป็นแบบ Linear

คลิกปุ่ม OK จะได้กราฟเส้นตรงที่เป็นตัวแทนของข้อมูลชุดนี้ แต่ยังไม่ตรงกับที่เราต้องการ เพราะเส้นตรงนี้ไม่ได้ลากเลยไปตัดแกน y

5. ให้ใช้เมาส์ไปวางที่ส่วนใดก็ได้ของเส้นตรง trend line แล้ว double click จะได้หน้าต่าง Format Trend line .. ซึ่งมีแท็บจำนวน 3 แท็บ

แท็บ Patterns ใช้ตกแต่งสีและลักษณะของเส้นกราฟ แท็บ Type จะมีหน้าตาเหมือนกับ แท็บ Type ในหน้าต่าง Add Trend Line.. ที่เคยกล่าวมาแล้ว

ให้นักศึกษาคลิกที่แท็บ Options เพราะเราต้องการให้เส้นตรงตัดกับแกน y ซึ่งเป็นตำแหน่ง x = 0 แต่ข้อมูลของ x ในตารางที่มีค่าต่ำสุดคือ 2 เราต้อง “ ถอยหลัง (backward)” มาที่ตำแหน่ง x = 0 ดังนั้นต้องถอยหลังมาอีก 2 วินาที

เมื่อคลิกปุ่ม OK กราฟเส้นตรงจะเปลี่ยนไป คือจะถูกลากยาวออกมาจนตัดกันแกน y ที่ตำแหน่ง x = 0

6. ให้นักศึกษาทดลองเปลี่ยนค่า backward ให้มากกว่า 2 เช่น เป็น 2.5 หรือ 3 หรือมากกว่า แล้วสังเกตรูปกราฟที่เปลี่ยนไป นักศึกษาอาจเปลี่ยนสี ความหนาของเส้น หรือ เปลี่ยนสีพื้นหลัง เพิ่ม grid line ให้ดูสวยงาม และอย่าลืม กด save เก็บงานที่ทำนี้เก็บไว้ด้วย

แบบฝึกหัด 4.3 แสดงสมการของเส้นตรงที่เป็นตัวแทนของข้อมูลโดยกำหนดจุดตัดแกน y

จากแบบฝึกหัด 4.1 เราคำนวณหาค่า ความชัน โดยใช้วิธี method of least square เพื่อให้ได้เส้นตรงที่เหมาะสมกับข้อมูลมากที่สุด ความชันและจุดตัดแกน y ที่ได้จะมีค่าเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ในกรณีที่เราทราบว่าเส้นตรงนั้นตัดผ่านแกน y ที่ค่า ๆ หนึ่ง และเราต้องการกำหนดจุดตัดแกน y ให้คงที่ที่ค่านี้ ฟังก์ชัน SLOPE ที่เราใช้�

Source: http://www.jubtadoo.com/forex/technic-surachai/chapter5/breakout.html